← กลับไปหน้าบทความ

Industry · โดย BestHotel Thailand

เอเจนซี่ Digital Marketing ใช้เทคนิคการเจรจาต่อรองและปิดดีลกับโรงแรมเพื่อรับส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรอย่างไร

เจาะลึกเบื้องหลังกลยุทธ์ที่เอเจนซี่ Digital Marketing นิยมใช้ในการเจรจาต่อรองกับโรงแรมเพื่อขอส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การปิดดีล ไปจนถึงเคล็ดลับการสร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ

เทคนิคการเจรจาต่อรองและปิดดีลกับโรงแรมเพื่อรับส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กร

การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับเอเจนซี่ Digital Marketing ที่ต้องมีการเดินทางไปนำเสนองานลูกค้า การลงพื้นที่ถ่ายทำคอนเทนต์ (Production) หรือการจัดแคมเปญการตลาดในต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ ค่าใช้จ่ายด้านที่พักถือเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้น การเจรจาต่อรองกับโรงแรมเพื่อขอส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กร (Corporate Rate) จึงเป็นทักษะสำคัญที่เหล่าเอเจนซี่ชั้นนำต่างให้ความใส่ใจ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องยากหากคุณเข้าใจกลไกทางธุรกิจที่ถูกต้อง

สิ่งสำคัญที่สุดในมุมมองของโรงแรมคือ การทำให้องค์กรของคุณดูเป็น "แหล่งรายได้ที่มั่นคง" มากกว่าการเป็นเพียง "ลูกค้ารายย่อยจำนวนมาก" ที่มาแล้วก็ไป โรงแรมต้องการความแน่นอนของยอดจอง (Guaranteed Revenue) มากกว่าการขายได้ในราคาที่สูงที่สุดแต่ไร้ความสม่ำเสมอ ดังนั้นการนำเสนอแผนการเข้าพักที่ชัดเจนและมีกลยุทธ์แบบเดียวกับที่เอเจนซี่ใช้วางแผนการตลาด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่การเจรจาที่ส่งผลให้ได้ราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ

การเตรียมข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนการเจรจา

การเตรียมข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนการเจรจา

การเจรจาแบบ B2B ไม่สามารถใช้เพียงแค่วาทศิลป์ได้ แต่ต้องอาศัย "ข้อมูล" (Data-Driven Approach) เป็นตัวนำทาง ก่อนเริ่มการสนทนาใดๆ กับฝ่ายขาย (Sales Corporate) ของโรงแรม คุณต้องมีข้อมูลเชิงสถิติในมือที่สามารถแสดงถึงปริมาณธุรกิจ (Volume) ที่จะส่งมอบให้พวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเตรียม "Corporate Profile" ที่มีความเป็นมืออาชีพ ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญ โดยเอกสารนี้ควรระบุข้อมูลเชิงลึก เช่น ขนาดขององค์กร, จำนวนพนักงาน, แผนการดำเนินงานในจังหวัดนั้นๆ, จำนวนวันที่คาดว่าจะเข้าพักต่อเดือนหรือต่อปี (Room Nights), รวมไปถึงระดับและประเภทของห้องพักที่ต้องการ ข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใสนี้ จะช่วยทำให้อัตราการตอบกลับและการได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดจากฝ่ายขายของโรงแรมสูงขึ้นอย่างมาก

การวิเคราะห์ช่วงเวลาเข้าพัก (Occupancy Pattern)

เอเจนซี่ Digital Marketing มักจะมีความได้เปรียบในข้อนี้ เนื่องจากรูปแบบการทำงานมักสอดคล้องกับความต้องการของโรงแรม โรงแรมโดยทั่วไปจะมีความอ่อนไหวต่อฤดูกาล (Seasonality) และวันในสัปดาห์อย่างมาก วันหยุดสุดสัปดาห์มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ในทางกลับกัน การเดินทางเพื่อธุรกิจของเอเจนซี่มักเกิดขึ้นในช่วงวันธรรมดา (จันทร์-พฤหัสบดี)

หากคุณสามารถนำเสนอแผนการเข้าพักที่ตรงกับช่วง Low Season หรือช่วงวันธรรมดาที่อัตราการเข้าพักต่ำ (Low Occupancy Days) คุณจะมีความได้เปรียบในการต่อรองในระดับที่สูงมาก เพราะเป้าหมายหลักของโรงแรมคือการเติมเต็มห้องพักที่ว่างในช่วงเวลานั้น (Yield Management) การได้ลูกค้าองค์กรมาช่วยอุดช่องโหว่ทางรายได้ จึงเป็นข้อเสนอที่โรงแรมแทบจะไม่ปฏิเสธ

กลยุทธ์การขอสิทธิพิเศษที่มากกว่าแค่ราคาถูก

เป้าหมายของการเจรจาไม่ได้จบลงเพียงแค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา การขอส่วนลดราคาค่าห้อง (Rate Discount) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ดีเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อบริการที่พัก (Procurement) ในเอเจนซี่รู้ดีว่า โรงแรมสามารถมอบ "Value-Added Services" หรือบริการเสริมเพิ่มมูลค่าได้มากมาย โดยที่สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่แท้จริงของโรงแรมน้อยมาก แต่กลับสร้างความสะดวกสบายและลดต้นทุนแฝงให้กับทีมงานได้อย่างมหาศาล

สิทธิพิเศษที่ควรขอนอกเหนือจากค่าห้อง

เพื่อให้การเดินทางเพื่อธุรกิจของทีมงาน Digital Marketing ราบรื่นที่สุด นี่คือเงื่อนไขสิทธิพิเศษที่ควรหยิบยกขึ้นมาเจรจาเสมอ:

  • การเลื่อนเวลาเช็คเอาท์ (Late Checkout): การทำงานของเอเจนซี่มักไม่เป็นเวลา การขอเวลาเช็คเอาท์ออกไปเป็น 14.00 น. หรือ 15.00 น. เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสำหรับพนักงานเดินทางที่อาจต้องประชุมลากยาว หรือทีมโปรดักชั่นที่ต้องการอาบน้ำหลังเสร็จงานก่อนเดินทางกลับ ต้นทุนต่อคืนสำหรับโรงแรมในจุดนี้มักไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับส่วนลดราคา 10-15% ที่คุณอาจเรียกร้องเพิ่มเติม
  • การอัพเกรดห้อง (Room Upgrade): คุณสามารถเจรจาขอเงื่อนไขว่า "หากห้องในระดับที่สูงกว่าว่างในวันเข้าพัก" ให้ทำการอัพเกรดฟรีสำหรับผู้บริหาร หรือหัวหน้าทีม ซึ่งโรงแรมสามารถจัดการให้ได้ทันทีหากมีการจัดการโควตาห้องพักรายวัน (Room Inventory) ที่ดี
  • สิทธิ์การยกเลิกฟรี (Free Cancellation): ในโลกของการตลาดดิจิทัลและงานเอเจนซี่ แผนงานของลูกค้า (Client) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การขอเงื่อนไขการยกเลิกฟรีหรือเลื่อนวันเข้าพักได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าปรับ จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและปกป้องงบประมาณให้องค์กรของคุณได้อย่างมหาศาล

การสร้างความน่าเชื่อถือทางดิจิทัลเพื่อการเจรจาที่ราบรื่น

ในขณะที่คุณกำลังนำเสนอแผนการเข้าพักจำนวนมากเพื่อขอราคาพิเศษ สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายขายระดับบริหารของโรงแรมระดับ 4-5 ดาวมักจะทำควบคู่ไปด้วยคือการ "ตรวจสอบภูมิหลังบริษัท" (Background Check) พวกเขาต้องการความมั่นใจว่าบริษัทที่กำลังจะเซ็นสัญญามอบเรทราคาพิเศษให้นั้น มีตัวตนอยู่จริง มีความมั่นคง และมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ

หน้าต่างบานแรกที่สะท้อนความน่าเชื่อถือขององค์กรในยุคนี้คือ "หน้าเว็บไซต์ของบริษัท" หากเอเจนซี่หรือองค์กรของคุณเข้าไปเจรจาโปรเจกต์ใหญ่ แต่เมื่อโรงแรมค้นหาชื่อบริษัทแล้วกลับไม่พบเว็บไซต์ หรือพบเว็บไซต์ที่ล้าสมัย ใช้งานยาก และดูไม่เป็นมืออาชีพ น้ำหนักในการเจรจาต่อรองจะลดลงทันที ในทางกลับกัน บริษัทที่มีภาพลักษณ์ออนไลน์ที่แข็งแกร่ง มีผลงาน (Portfolio) ชัดเจน จะได้รับการอนุมัติสัญญาได้ง่ายกว่ามาก ดังนั้น สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ทางธุรกิจให้ดูเป็นมืออาชีพ การมีแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบจึงเป็นเรื่องขาดไม่ได้ หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญ การใช้บริการ รับทำเว็บไซต์ครบวงจร จะช่วยสร้าง Digital Footprint ที่แข็งแกร่ง ทำให้พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและโรงแรมเกิดความมั่นใจตั้งแต่แรกเห็น ส่งผลให้ทุกการเจรจาต่อรองแบบ B2B เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคนิคการปิดดีลและรักษาสัมพันธ์ระยะยาว

หลังจากที่คุณสามารถตกลงเงื่อนไขเริ่มต้นและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการนี้คือการ "Lock-in" สัญญาหรือข้อตกลงนั้นให้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้การเจรจาทางธุรกิจในวัฒนธรรมไทยมักจะเน้นเรื่องของความสัมพันธ์อันดี (Connection) แต่สำหรับระบบขององค์กร การมีเอกสารยืนยันอัตราพิเศษ (Corporate Rate Agreement) ที่ชัดเจน จะช่วยให้ฝ่ายบัญชีและฝ่ายจัดซื้อสามารถตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณการเดินทางได้ง่ายขึ้น และป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดในภายหลัง

การทบทวนข้อตกลงประจำปี (Annual Review)

สัญญาข้อตกลงที่ดีไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการสานต่อ คุณควรจัดกำหนดการในการทบทวนข้อตกลงทุกๆ 6-12 เดือน โดยนำข้อมูลการใช้งานจริง (Utilization Data) จากฝ่ายบัญชีมาแสดงให้โรงแรมเห็น หากองค์กรของคุณมียอดจอง (Room Nights) ที่เพิ่มขึ้นตามที่สัญญาระบุไว้ หรือแม้กระทั่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ คุณจะมีความชอบธรรมและมีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) อย่างเต็มที่ในการขอปรับลดอัตราค่าห้องให้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกร้องขอเพิ่มสิทธิพิเศษใหม่ๆ ในสัญญาฉบับปีถัดไป

สรุป

การนำเทคนิคของเอเจนซี่ Digital Marketing มาประยุกต์ใช้ในการเจรจาต่อรองและปิดดีลกับโรงแรมเพื่อรับส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรนั้น เริ่มต้นจากการเตรียมพร้อมทางข้อมูล และการนำเสนอความแน่นอนของรายได้ให้โรงแรมเห็นภาพที่ชัดเจน การผสมผสานระหว่างการขอส่วนลดราคาโดยตรง การขอสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานจริง และการเตรียมพร้อมด้านภาพลักษณ์องค์กรผ่านเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ จะช่วยเพิ่มคุณค่ารวม (Total Value) ให้แก่องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ท้ายที่สุด การมีเอกสารข้อตกลงที่ชัดเจนและการทบทวนผลการทำงานร่วมกันเป็นประจำ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรของคุณสามารถรักษาต้นทุนการเดินทางและที่พักให้อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและแข่งขันได้ตลอดไป